Cycling

ทำความรู้จักกับ Tour de France: รายการแข่งปั่นจักรยานที่ประวัติศาสตร์ยาวนาน

By on | 3 mins read

ถ้าเราจะนึกถึงรายการแข่งขันปั่นจักรยานที่เป็นหนึ่งในรายการที่มีชื่อเสียง หลายคนก็อาจจะตอบว่า “Tour de France” (อ่านว่า ‘ตูร์ เดอ ฟรองซ์’) เพราะว่าเป็นรายการที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ใครที่อยู่ในวงการปั่นจักรยานก็อาจจะได้ดูผ่านตากันอยู่บ้าง หรือบางคนก็มีนักปั่นบางคนเป็นไอดอล อยากขาแร็งแบบเขาบ้าง ซึ่งอิงก็เป็นค่ะ แต่อาจจะต้องฝึกไปอีกนาน

ก่อนหน้าที่อิงจะมาร่างบทความนี้ จุดกำเนิดความสนใจเกี่ยวกับ Tour de France นั้นเริ่มมาจากการได้รับชมสารคดี บน Netflix เรื่อง Tour de France: Unchained เป็นรายการที่จุดประกายความรักในจักรยานเสือหมอบมาอย่างต่อเนื่อง เพราะว่านักปั่นมีแต่คนสู้สุดใจกันทั้งนั้น ระยะทางพิสูจน์คนสุด แต่ในสารคดีดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมเรื่องของประวัติตั้งต้นของรายการแข่งขันปั่นจักรยาน อิงก็เลยไปหาข้อมูลมาเพิ่ม แล้วก็พบว่าประวัติของ TDF นั่นค่อนข้างน่าสนใจ วันนี้เลยอยากพาทุกคนไปดำดิ่งเจาะลึกประวัติศาสตร์ของรายการนี้กัน

Table of Contents

Tour de France คืออะไรฉบับย่อ

  • เป็นรายการแข่งขันปั่นจักรยานที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปี 1903 โดยจุดประสงค์หลักในสมัยนั้นคือต้องการทำยอดให้หนังสือพิมพ์กีฬา
  • จัดเป็น 1 ใน 3 ของ Grand Tour ที่ใหญ่ที่สุด และมีอายุยาวนานที่สุดจากทั้ง 3 งานแข่ง ได้แก่ Tour de France, Giro d’Italia และ Vuelta a España
  • เมื่อแรกเริ่มมีแค่การแข่งขันประเภทเดี่ยว + 6 สเตจในการแข่งขัน
  • ณ ปัจจุบันแข่งเป็นทีม และมีการแบ่งประเภทแข่งขันชัดเจน มีจำนวนสเตจ 21 สเตจ (ข้อมูลจากปี 2025)
  • ในการแข่งขันปี 2026 ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ยังคงมีทั้งหมด 21 stages เช่นเดิม ระยะทางรวมทั้งสิ้น 3,333 กิโลเมตร (ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ TDF)

ประวัติฉบับเต็มของ Tour de France

เนื้อหาในบทความประวัติ Tour de France ของ IngteresThings จะครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้จ้า

จุดเริ่มต้นของ Tour de France (TDF)

เริ่มขึ้นในปี 1903 โดยมีเบื้องหลังที่น่าทึ่งคือ ความขัดแย้งระหว่างหนังสือพิมพ์กีฬาสองฉบับในฝรั่งเศส

หนังสือพิมพ์กีฬา L'Auto
หนังสือพิมพ์กีฬา L’Auto (รูปภาพจาก Cycling Weekly)

ในปีนั้น หนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังอย่าง Le Vélo กำลังครองตลาดอยู่ แต่ก็มีคู่แข่งเกิดขึ้นมาคือ L’Auto ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นคู่แข่งโดยตรง และพยายามดึงยอดขายจาก Le Vélo

ตอนนั้น Henri Desgrange รับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการให้กับสำนักพิมพ์ L’Auto ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการโปรโมตหนังสือพิมพ์ ทาง Desgrange ได้รับโจทย์ว่าต้องทำยอดให้กับหนังสือพิมพ์ ซึ่งตอนนั้นเขาได้ปิ๊งไอเดียจากผู้ช่วย Géo Lefèvre ว่าจะต้องลองจัดการแข่งขันปั่นจักรยานทางไกลทั่วฝรั่งเศส ไอเดียนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างกระแสและดึงดูดผู้อ่านจำนวนมหาศาล

ความหฤโหดที่กินเวลายาวนาน

ช่วงปี 1903 เป็นปีที่มีการจัดการแข่งขันการปั่นจักรยานขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งมีทั้งหมด 6 สเตจ ด้วยกัน แต่ละสเตจเป็นการแข่งขันท่ามกลางอุปสรรคที่ยากลำบากมาก เพราะเราต้องอย่าลืมว่าสมัยเมื่อ 100 กว่าปีก่อน ถนนหนทางยังไม่ได้ดีเท่ากับปัจจุบัน ทางลาดยางอะไรก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ ถ้าให้เทียบก็เหมือนกับสมัยพ่อแม่หรือรุ่นปู่ย่าเราไปต้องเดินทางกันไปโรงเรียนในสมัยก่อนเลย นักปั่นต้องเผชิญกับเส้นทางที่รวมระยะทางกว่า 2,428 กิโลเมตร และต้องปั่นต่อเนื่องกันในช่วงกลางวันกลางคืน โดยมีเวลาพักเพียงเล็กน้อยระหว่างสเตจเท่านั้น วันแรกของการแข่งขันคือ 1 กรกฎาคม 1903 และวันสุดท้ายของการแข่งขันคือ 19 กรกฎาคม 1903

การแข่งขัน Tour de France ปี 1903
การแข่งขัน Tour de France ปี 1903 (รูปภาพจาก WeLoveCycling.com)

และถ้าเราเจาะเข้าไปอีก สิ่งหนึ่งที่แตกต่างจะปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงเลย คือ การแข่งขันมีแต่ประเภทเดี่ยวเท่านั้น ไม่มีทีม หรือกลุ่มอะไรทั้งนั้น ผู้เข้าร่วมจะต้องแข่งขันด้วยตัวเองอย่างโดดเดี่ยว หากจักรยานมีปัญหา ก็ต้องซ่อมแซมด้วยตัวเองทั้งหมด ณ จุดนั้นเลย กฎกติกาที่เข้มงวดและระยะทางที่ทรหดนี้เองที่ทำให้ TDF กลายเป็นตำนานตั้งแต่วันแรก

ผู้ชนะของรายการ Tour de France 1903 คนแรก คือ Maurice Garin
Maurice Garin นักปั่นจักรยานชาวฝรั่งเศส (รูปภาพจาก Bikeraceinfo.com)

ผู้ชนะของรายการ Tour de France 1903 คนแรก คือ Maurice Garin เป็นนักปั่นจักรยานชาวฝรั่งเศสที่ได้ชัยชนะไป จากผู้เข้าร่วม 60 คน เหลือแค่ 24 คนเท่านั้นที่ปั่นได้จนจบ ซึ่งการแข่งขันช่วงปี 1904 – ถึงราว ๆ ประมาณ ปี 1940 เป็นการแข่งขันที่ยังคงเต็มไปด้วยทั้งข่าวลือเรื่องการชนะแบบไม่ใสสะอาด และเต็มไปด้วยความรุนแรง บ้างก็ว่ามีกลุ่มแฟนคลับของนักแข่งบางคนมีการทำร้ายร่างกายนักแข่งคนอื่นเพื่อไม่ให้เข้าเส้นชัยไปได้ หรือบางทีนักแข่งก็มีการแอบหนีขึ้นรถไฟกลับบ้าน ไม่แข่งต่อกลางคันเลยก็มี

ซึ่งนั่นก็ส่งผลทำให้ Desgrange คิดว่ารายการนี้มันไปไม่รอดแล้วแน่ ๆ

แต่เซอร์ไพรส์จ้า รายการ TDF ปี 1905 ยังไปต่อได้ โดยมีการตั้งกฎเพิ่มทั้งในเรื่องความยากและจัดการแข่งขันแค่ตอนช่วงกลางวันเท่านั้น ใครที่เข้าข่ายไม่ทำตามก็จะปัดตก ไม่ให้แข่งต่อ

โดยต่อมาในปี 1910 เป็นปีที่ทางรายการ Tour de France ได้เริ่มมีการแข่งขันปั่นขึ้นเขา หรือเรียกว่า Mountain Stage ซึ่งจะเป็นการปั่นที่ตามหาคนแกร่ง เพราะการปั่นขึ้นเขานับว่าต้องใช้ความอึดมากถึงมากที่สุด

เกร็ดเพิ่มเติม: ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (1915–1918) และสงครามโลกครั้งที่ 2 (1940–1946) รายการ Tour de France จำเป็นต้องยกเลิกการแข่งขันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วง WWII ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสำนักพิมพ์ L’Auto ผู้จัดงานเดิมถูกรัฐบาลสั่งปิด เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนและตีพิมพ์เนื้อหาภายใต้การควบคุมของกองกำลังเยอรมันที่เข้ายึดครองฝรั่งเศส ส่งผลให้สิทธิ์ในการจัดการแข่งขันถูกโอนไปยังสำนักพิมพ์เกิดใหม่อย่าง L’Équipe ซึ่งได้กลายมาเป็นผู้ชุบชีวิตและจัดการแข่งขันอีกครั้งอย่างเป็นทางการในปี 1947

ปัจจุบัน Tour de France ไม่ได้เป็นของรัฐบาล หรือสมาพันธ์จักรยานโลก (UCI) โดยตรง แต่บริหารงานโดยบริษัทเอกชนที่ทรงอิทธิพลมาก ผู้ถือสิทธิ์หลัก คือ ASO (Amaury Sport Organisation) ASO เป็นส่วนหนึ่งของเครือสื่อยักษ์ใหญ่ Éditions Philippe Amaury (EPA) ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ L’Équipe ผู้สืบทอดจาก L’Auto นั่นเอง

นอกจากนี้ ปี 2020 ไม่ได้ยกเลิก แต่ต้องเลื่อนจัด จากปกติจัดเดือนกรกฎา แต่ย้ายมาช่วงสิงหา-กันยา ปีเดียวกันแทน เนื่องจากช่วงนั้นยังมีความกังวลของ COVID-19

ทำความรู้จักกับรูปแบบการแข่งขันในรายการ Tour de France ในปัจจุบัน

TDF เป็นรายการแข่งขันจักรยานที่มีรูปแบบการแข่งขันที่เป็นเอกลักษณ์ โดยภาพรวมเราจะเห็นว่าระยะเวลาถือว่านาน และหลายสัปดาห์ใช่ไหมคะ เดี๋ยวเรามาแบ่งย่อยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นว่าตั้งแต่เริ่มจนจบรายการแต่ละปี นักแข่งต้องทำอะไรบ้าง

เส้นทางการแข่งขัน Tour de France ของปี 2026
เส้นทางการแข่งขัน Tour de France ของปี 2026 (รูปภาพจาก Tour de France Official Website)

ระยะเวลาและระยะทาง

อันดับแรก คือ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในเดือนกรกฎาคม

  • ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มถึงจบงาน ทั้งหมด 23 วัน แบ่งเป็น แข่ง 21 วัน พัก 2 วัน
  • ระยะทางไม่ได้เท่ากันทุกปี แต่ถ้าพูดรวม ๆ ระยะทางจะอยู่ราว ๆ 3,300 – 3,500 กิโลเมตร (หรือประมาณ 2,100 ถึง 2,200 ไมล์)
  • ใน 1 วันของการแข่งขัน จะมีการแข่งขัน 1 สเตจ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมงต่อการแข่งขัน โดยการแข่งขันต่อหนึ่งสเตจ นักแข่งสามารถเบิร์นได้ราว ๆ 8,000 Kcal/วัน เลยล่ะ

Stages คืออะไร

ในโลกของการแข่งขันจักรยานทางไกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Tour de France คำว่า “Stages” (สเตจ) ไม่ได้หมายถึงแค่ช่วงการแข่งขันหนึ่งๆ เท่านั้น แต่คือสนามแข่งจริงจังที่เปลี่ยนรูปแบบไปตามเส้นทางบนถนนสาธารณะในแต่ละวัน ซึ่งแต่ละสเตจมีความสำคัญต่อผลรวมของการแข่งขันทั้งหมด และมีระบบการให้คะแนนที่ซับซ้อนอยู่ มาแยกย่อยกันดังต่อไปนี้

  1. Individual Stages (สเตจเดี่ยว) หรือ การคว้าชัยชนะประจำวัน แข่งขันแบบวันต่อวัน มุ่งเน้นการเฟ้นหานักปั่นที่สามารถเข้าเส้นชัยได้เป็นคนแรกในสเตจนั้นๆ การชนะ individual stage ถือเป็นเกียรติยศที่สำคัญมาก และจะถูกนับเข้าไปในสถิติส่วนตัวของนักปั่นคนนั้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งมักจะเป็นเป้าหมายหลักของนักปั่นประเภทสปรินเตอร์หรือนักปั่นที่เชี่ยวชาญการจู่โจมในวันนั้นๆ
  2. Cumulative Timing (การจับเวลารวม) คือ หัวใจของการแข่งขัน เป็นแก่นแท้ของการแข่งขันจักรยานทางไกล ใช้เวลาสะสมของนักปั่นในทุกๆ สเตจมารวมกัน นักปั่นที่ทำเวลารวมได้ดีที่สุด (ใช้เวลาน้อยที่สุดตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน) จะมีสิทธิ์สวมใส่ เสื้อสีเหลือง (Maillot Jaune) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่นำในตาราง General Classification (GC) หรือเวลารวมนั่นเอง ผู้สวมเสื้อเหลืองคือผู้นำในการแข่งขัน และจะได้เป็นผู้นำออกตัวในการแข่งสเตจต่อไป ทำให้การแข่งขัน GC เป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อและต้องใช้ความสม่ำเสมอในทุกสเตจ
  3. Time Bonuses (โบนัสเวลา) คือ ตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งความมันส์ คือกลไกสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจและกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่แค่การปั่นเข้าเส้นชัยให้ได้ที่หนึ่งเท่านั้น แต่การคว้าโบนัสเวลานี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออันดับเวลารวม (General Classification – GC) ของนักปั่น ทำให้การแข่งขันไม่น่าเบื่อและไม่สามารถคาดเดาได้ง่ายๆ

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Time Bonuses

โบนัสเวลานี้จะมอบให้แก่นักปั่นที่ทำผลงานได้ดีในจุดที่กำหนดไว้เป็นพิเศษ โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

โบนัสที่เส้นชัย (Finish Line Bonuses)

มอบให้แก่นักปั่นที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2, และ 3 ในแต่ละสเตจที่เป็นทางราบ (Flat Stages) หรือทางภูเขาบางสเตจ (Mountain Stages) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยทั่วไปแล้ว อันดับ 1 จะได้รับโบนัสสูงสุด (เช่น 10 วินาที), อันดับ 2 รองลงมา (เช่น 6 วินาที), และ อันดับ 3 (เช่น 4 วินาที) ตัวเลขเหล่านี้จะถูกหักออกจากเวลารวมของพวกเขา

โบนัสระหว่างทาง (Intermediate Sprint Bonuses / Bonus Seconds)

บางสเตจจะมีจุดสปรินต์กลางทางที่กำหนดไว้เป็นพิเศษ (มักเรียกว่า ‘Bonus Sprints’ หรือ ‘Hot Spots’) จุดนี้ไม่ใช้จุดที่เอาไว้ชิงคะแนนเสื้อเขียว (คะแนนสปรินต์) เท่านั้น แต่ยังมีการมอบโบนัสเวลาให้กับนักปั่นสามคนแรกที่ปั่นผ่านจุดนี้ด้วย

วัตถุประสงค์คือเพื่อกระตุ้นให้นักปั่นชั้นนำในตาราง GC พยายามชิงจังหวะทำคะแนนและทำเวลาตั้งแต่ช่วงต้นถึงกลางสเตจ แทนที่จะเก็บแรงไว้ปั่นเฉพาะช่วงท้าย

นักปั่นที่สะสมโบนัสเวลาได้มากที่สุด จะมีโอกาสสวมใส่เสื้อเหลือง (Yellow Jersey) หรือขึ้นนำในตารางเวลารวม แม้ว่าในความเป็นจริงอาจจะใช้เวลาในการปั่นโดยรวมมากกว่าคู่แข่งเล็กน้อยก็ตาม (สมมติว่าคู่แข่ง A ปั่นรวม 100 ชั่วโมง แต่มีโบนัส 20 วินาที ขณะที่คู่แข่ง B ปั่นรวม 100 ชั่วโมง 1 วินาที แต่มีโบนัส 30 วินาที B จะนำอยู่ 9 วินาที)

นักปั่น GC จะต้องตัดสินใจเสี่ยงชิงโบนัส แทนที่จะเน้นปั่นตามกลุ่มอย่างเดียว ซึ่งนำไปสู่การจู่โจม การวางแผน และการต่อสู้ทางกลยุทธ์ที่ซับซ้อนและน่าติดตามมากขึ้นในแต่ละสเตจ ทำให้ Tour de France ไม่ใช่แค่การแข่งความอึด แต่เป็นการแข่งกลยุทธ์ด้วยเช่นกัน

เส้นทางและความหลากหลายของแต่ละประเทศ

ต้องบอกก่อนว่า ตูร์ เดอ ฟรองซ์ แต่ละปี เส้นทางมีการเปลี่ยนไปทุกปี และผ่านหลายประเทศ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าต้องการทดสอบความสามารถของนักปั่นให้ครบถ้วน แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

Flat Stages คือ สเตจทางราบ

ไม่ค่อยมีเนินมากหรือชันมากไป เน้นภาพรวมทางราบเยอะ เป็นสเตจที่ Sprinter จะได้โชว์ของ โชว์พลังเต็มที่ ซึ่งภาพรวมของสเตจเหล่านี้จะเน้นทำความเร็ว มีทั้งหมด 7 สเตจ

ตัวอย่าง Flat Stage จาก Tour de France ปี 2025
ตัวอย่าง Flat Stage จาก Tour de France ปี 2025 (รูปภาพจาก Cyclingnews)

กลุ่มนักปั่นจะเกาะกลุ่มกันเป็นก้อนใหญ่ (Peloton อ่านว่า เป-โล-ตง) เพื่อใช้ประโยชน์จากการต้านลม (Drafting) ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้มหาศาล และจะเร่งความเร็วอย่างบ้าคลั่งในช่วงสุดท้ายที่เรียกว่า Sprint Finish

จุดสำคัญของ Flat Stages คือการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ชนะประจำวัน (Stage Winner) โดยแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งผู้นำเวลารวม (General Classification หรือ GC) ที่ใส่เสื้อเหลืองมากนัก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแข่งขันชิงเสื้อเขียว (Green Jersey) ซึ่งมอบให้แก่นักปั่นที่เก็บคะแนน Sprint ได้มากที่สุด

Hilly Stages หรือสเตจเนินเขา

เป็น สเตจในการแข่งขันจักรยานที่มีเนินสั้น ๆ สลับกับการลงเนินอย่างต่อเนื่อง มีทั้งหมด 6 สเตจ ซึ่งแตกต่างจาก Mountain Stages ตรงที่เนินมีความสูงและความยาวน้อยกว่า เน้นการขึ้นลงที่สามารถรักษาความเร็วได้ดี 

ตัวอย่าง Route ของ Hilly Stage ของ Tour de France ปี 2025
ตัวอย่าง Route ของ Hilly Stage ของ Tour de France ปี 2025 (รูปภาพจาก Cyclingnews)

สเตจประเภทนี้เหมาะสำหรับนักปั่นที่ต้องการหนีกลุ่ม (Breakaway) และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักปั่นประเภท Puncheur, Rouleur หรือ All-rounder ที่มีความสามารถในการเร่งความเร็วบนทางชันสั้น ๆ และปั่นต่อเนื่องได้อย่างแข็งแกร่ง

Mountain Stages สเตจภูเขา

สเตจภูเขา มีทั้งหมด 6 สเตจ เป็นช่วงการแข่งขันที่สำคัญและท้าทายที่สุดของรายการ Tour de France และมักถูกยกให้เป็นสเตจตัดสินชะตาของการแข่งขันเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดที่สามารถสร้างความได้เปรียบหรือพลิกผันผลการแข่งขันได้ภายในวันเดียว เส้นทางเหล่านี้จะพานักปั่นเข้าสู่ใจกลางเทือกเขาที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของยุโรปอย่างเทือกเขาแอลป์ (Alps) และเทือกเขาพิเรนีส (Pyrenees) ซึ่งเป็นภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยทางลาดชันและคดเคี้ยวที่ต้องใช้ทั้งพละกำลังกายและจิตใจมากกว่าสเตจทั่ว ๆ ไป

ตัวอย่าง Route ของ Mountain Stage ของ Tour de France ปี 2025
ตัวอย่าง Route ของ Mountain Stage ของ Tour de France ปี 2025 (รูปภาพจาก Cyclingnews)

หากจัดลำดับความยากแล้ว สเตจภูเขานับเป็นประเภทเส้นทางที่ยากที่สุด ในบรรดาสเตจทั้งหมด เส้นทางไม่ได้วัดกันที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวัดกันที่ความอึด ความทรหด และกลยุทธ์ในการบริหารจัดการพลังงาน เส้นทางขึ้นสู่ยอดเขา (Climbs) ถูกจัดระดับความยากตั้งแต่ระดับ 4 (ง่ายที่สุด) ไปจนถึงระดับ Hors Catégorie (อ่านว่า ออร์ กา-เต-กอ-รี สามารถย่อเป็น HC) เป็นทางชันที่โหดหินที่สุดและยาวนานที่สุด มักมีความลาดชันที่สูงชัน

ความท้าทายของสเตจภูเขามีมากกว่าแค่ความชัน เพราะว่านักปั่นต้องสู้กับสิ่งเหล่านี้ด้วย

  • ความสูง (Altitude): การปั่นขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงหลายพันเมตรจากระดับน้ำทะเลทำให้ออกซิเจนในอากาศเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการหายใจและการใช้กล้ามเนื้อของนักกีฬา
  • สภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้: สภาพอากาศบนภูเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว จากแดดจัดกลายเป็นฝนตกหนักหรือลูกเห็บ หรือแม้กระทั่งหิมะในบางครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการยึดเกาะถนนและความปลอดภัยในการปั่นลงเขา
  • การลงเขา (Descent): การปั่นลงเขาด้วยความเร็วสูงก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องใช้ทักษะ ความกล้าหาญ และความแม่นยำในการเข้าโค้ง เพื่อรักษาเวลาและไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

สเตจภูเขาคือสนามที่นักปั่นประเภทไต่เขา (Climbers) และนักปั่นที่เน้นการจัดอันดับเวลารวม (General Classification, GC) จะต้องแสดงศักยภาพสูงสุดออกมา แค่ใจมันไม่พอ ขาต้องไหว ใจต้องได้ เพราะการจะผ่านแต่ละเส้นทางไปได้นั้น ต้องใช้ทั้งพละกำลังขาที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราตามข่าวในวงการแข่งปั่นจักรยาน จึงไม่แปลกเลยที่สื่อจะให้ความสนใจกับนักปั่นที่ทำสถิติได้ดีใน Mountain Stages เป็นพิเศษ

Time Trials (ITT/TTT) สเตจจับเวลา

เป็นสเตจที่เน้นเรื่องเวลาเป็นหลัก จักรยานจะเป็นทรงที่แตกต่างจะสเตจทั่วไป หมวกก็เท่ ๆ จ๊าบ ๆ เป็นการแข่งขันที่นักปั่นต้องใช้ความสามารถส่วนตัวในการทำเวลาให้ดีที่สุด โดยปกติแล้วจะจัดเป็นสเตจเดียวหรือสองสเตจในการแข่งขัน Tour de France รวมทั้งหมด 2 สเตจ

ตัวอย่าง Route ของ Time Trial Stage ของ Tour de France ปี 2025
ตัวอย่าง Route ของ Time Trial Stage ของ Tour de France ปี 2025 (รูปภาพจาก Cyclingnews)

สเตจ ITT/ TTT นี้มีจุดเด่นดังต่อไปนี้

  • หัวใจหลักของสเตจนี้คือเวลา นักปั่นจะถูกปล่อยตัวทีละคน โดยมีช่วงห่างกันเป็นนาที (เช่น 1-2 นาที) แข่งกับนาฬิกา และเส้นทางที่กำหนด ผู้ชนะคือผู้ที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด
  • นักปั่นจะใช้จักรยานที่เรียกว่า Time Trial Bike (TT Bike) ซึ่งมีรูปทรงที่แตกต่างจากจักรยานเสือหมอบปกติอย่างชัดเจน:
    • เฟรม: มีการออกแบบให้ลู่ลม ลดแรงต้านอากาศ โดยมีรูปทรงท่อแบนและหนา
    • แฮนด์: ใช้แฮนด์บาร์ที่ยื่นออกมาด้านหน้า (Aero Bars หรือ Tri-Bars) ทำให้นักปั่นสามารถก้มตัวอยู่ในท่าที่แนบกับจักรยานมากที่สุด เพื่อลดพื้นที่ต้านลม
    • ล้อ: อาจใช้ล้อทึบ (Disc Wheel) ที่ล้อหลัง หรือล้อที่มีขอบลึก (Deep Section Wheel) เพื่อเพิ่มความลู่ลม
    • หมวกกันน็อกแอโรไดนามิก: นักปั่นจะสวมหมวกกันน็อกทรงแอโร่ (Aero Helmet) ซึ่งมีรูปทรงเพรียว ยาว หรือมีส่วนท้ายที่ยื่นออกมาคลุมคอด้านหลัง เพื่อให้กระแสลมไหลผ่านได้อย่างราบรื่นและลดแรงต้านอากาศ หมวกเหล่านี้จึงดูเท่ ๆ จ๊าบ ๆ เป็นพิเศษ
    • อุปกรณ์เสริม: อาจมีการใช้ชุดปั่นที่รัดรูปเป็นพิเศษ (Skin Suit) และมีการจัดการระบบ Hydration และอุปกรณ์ทุกอย่างให้มีความแอโรไดนามิกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • สเตจนี้เป็นการต่อสู้ของตัวนักปั่นเอง ต้องบริหารจัดการความเหนื่อยล้า พลังงาน และจังหวะการปั่นตลอดเส้นทางโดยไม่มีความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีมเหมือนสเตจ Flat

จุดเริ่มต้นและจุดจบของการแข่งขัน

Tour de France มีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่น่าตื่นเต้นและมีความสำคัญ:

  • Grand Départ (จุดสตาร์ท): อ่านว่า “กรอง เด-ปาร์” มักจัดนอกประเทศฝรั่งเศสเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศเจ้าภาพ เช่น อิตาลี เดนมาร์ก และอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงความเป็นสากลของการแข่งขัน
  • เส้นชัย (Champs-Élysées): ตามธรรมเนียมจะจบลงอย่างยิ่งใหญ่ที่ถนน Champs-Élysées (ช็อง-เซลีเซ)กรุงปารีส เพื่อจัดพิธีมอบรางวัลแชมป์ประเภทต่างๆ รวมถึงเสื้อเหลือง
ภาพบรรยากาศการแข่งขัน Tour de France 2015 ที่ Champs-Élysées
ภาพบรรยากาศการแข่งขัน Tour de France 2015 ที่ Champs-Élysées (รูปภาพจาก Wikipedia)

เกร็ด: ในปี 2024 ต้องย้ายเส้นชัยจากปารีสไปที่ เมือง Nice (นีส) ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแทน เนื่องจากตารางชนกับโอลิมปิก 2024

Tour de France คัดนักปั่นออกยังไง

เกณฑ์เวลาตัดตัว (Time Cut)

  • กฎ คือ นักปั่นจะต้องเข้าเส้นชัยในแต่ละสเตจภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งคำนวณจากเวลาเฉลี่ยของผู้ชนะในสเตจนั้น ๆ โดยมีอัตราส่วนที่ปรับเปลี่ยนไปตามความยากของสเตจ (เช่น สเตจทางราบ สเตจภูเขา หรือสเตจจับเวลา)
  • หากนักปั่นคนใดเข้าเส้นชัยหลังเวลาตัดตัว จะถูกคัดออกจากการแข่งขันทันที และไม่ได้ลงแข่งในสเตจถัดไป กฎนี้มีขึ้นเพื่อรักษาความเร็วและมาตรฐานของกลุ่มนักปั่นหลัก (Peloton)

รถเก็บตัว (Broom Wagon / Voiture Balai)

  • รายการแข่งขันจะมีรถเก็บตัวนักปั่น หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า Voiture Balai (อ่านว่า วัวตูร์ บาแล แปลว่า รถไม้กวาด) ที่จะวิ่งตามหลังกลุ่มนักปั่นสุดท้ายไปตลอดเส้นทาง
  • รถคันนี้ทำหน้าที่คล้าย Sweeper ในงานวิ่งมาราธอน โดยจะตามเก็บนักปั่นที่ประสบปัญหาต่าง ๆ และไม่สามารถแข่งต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็น:
    • การบาดเจ็บรุนแรง
    • จักรยานขัดข้องจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ทันเวลา
    • การอ่อนล้าอย่างหนักจนต้องถอนตัวออกจากการแข่งขัน
  • วัวตูร์ บาแล เหมือนเป็นหน่วยที่คอยเช็คว่าจะต้องไม่มีนักปั่นถูกทิ้งไว้ตามลำพังบนเส้นทาง และมีการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของนักปั่นที่ต้องออกจากการแข่งขัน

เขตปลอดภัย (Safety Zones / Zone de Sécurité)

  • กฎนี้จะใช้ได้เฉพาะในการแข่งขันสเตจทางราบ (Flat Stages) เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบของการเกิดอุบัติเหตุในช่วงท้ายของการแข่งขัน
  • หากนักปั่นเกิดอุบัติเหตุ (เช่น ล้ม หรือจักรยานมีปัญหา) ภายใน “เขตปลอดภัย” ซึ่งกำหนดไว้ที่ 3 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย นักปั่นคนนั้นจะได้รับเวลาและคะแนนการเข้าเส้นชัยเท่ากับกลุ่มนักปั่นที่เขาอยู่ด้วยในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ
  • กฎ Safety Zones นี้จะไม่นำมาใช้ในสเตจจับเวลา (Time Trials) และสเตจที่มีการไต่เขาในตอนท้าย (Mountain Stages) เนื่องจากต้องการให้ผลการแข่งขันสะท้อนความสามารถของนักปั่นแต่ละคนอย่างแท้จริงจนกระทั่งถึงเส้นชัย

จำนวนทีมและนักปั่น

  • ทีมที่ส่งนักปั่นเข้าแข่งขันจะมีอยู่ประมาณ 22 หรือ 23 ทีม
  • นักปั่นแต่ละทีมจะมีทั้งหมด 8 คน ถ้ารวมทั้งหมดแล้ว Peloton จะมีจำนวนนักปั่นประมาณ 176-184 คน
  • ทีมที่เราเห็นในรายการ TDF ส่วนใหญ่เป็นทีมที่อยู่ในระดับโลกแล้ว หรือเรียกว่า UCI WorldTeams นอกนั้นเป็นการเชิญมาแบบ Wildcards ที่เรียกว่า ProTeams

Jerseys ที่เราเห็นใน Tour de France หมายความว่าไงกันนะ ทำไมสีไม่เหมือนกัน?

เวลาเราดูการแข่งขัน Tour de France บางทีเราก็จะเห็นว่าเวลาแข่งบางสเตจเสร็จ นักปั่นบางคนก็ได้เปลี่ยนเสื้อไปเป็นสีนั้นสีนี้บ้างแหละ เราเลยอยากบอกว่าเสื้อที่เราเห็นนักแข่งใส่นั้น มีความหมายอยู่น่า เรามีคำตอบด้านล่างเลยค่ะ

เสื้อ Jersey สีเหลือง – Maillot Jaune

เสื้อสำหรับผู้ที่มีคะแนนรวมดีที่สุด หรือที่เรียกว่าเสื้อ GC – General Classification เสื้อนี้ถือเป็นความฝันสูงสุดของนักปั่นหลายคน เพราะแสดงถึงการเป็นผู้นำเหนือทุกคนในการแข่งขัน ทำเวลารวมได้ดีที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุด นักปั่นที่ทำคะแนน GC ได้ดีที่สุดจะเป็นผู้ที่ได้สวมเสื้อเหลืองเมื่อการแข่งขันสเตจสุดท้ายที่ปารีสจบลง

เสื้อ GC นี้ มีมาตั้งแต่ปี 1919 แล้ว โดยสีเหลืองของเสื้อนั้นสอดคล้องกับสีกระดาษที่สำนักพิมพ์ L’Auto ใช้ การที่นักแข่งได้เสื้อตัวนี้ไปครอง มักจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่ง เพราะคะแนนที่ชี้ขาดกันจริง ๆ คือสเตจภูเขา และไทม์ไทรเอล เลยทำให้คนที่ได้เสื้อเหลือง มักได้รับความสนใจ (สปอตไลท์) มากกว่าใคร และเป็นที่เลื่องลือกันไปอีกนาน แต่ถ้าเราไปดูเบื้องหลังจริง ๆ ก็ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมเช่นกัน เพราะเพื่อนร่วมทีมก็ต้องเป็นเกราะบังลมให้นักปั่นดาวเด่นของเราด้วยเหมือนกัน สู้กับคู่แข่งอื่นสู้ได้ แต่การสู้กับลมนาน ๆ แบบไม่มีเกราะบังนี่คืองานหินเลยทีเดียว

เสื้อ Jersey สีเหลือง - Maillot Jaune
เสื้อ GC – General Classification เป็น Jersey สีเหลือง

เสื้อ Jersey สีเขียว – Maillot Vert

เสื้อ Jersey สีเขียว - Maillot Vert สำหรับนักปั่น Sprinter

เสื้อนี้บ่งบอกว่าผู้ที่ได้สวมใส่คือ เจ้าแห่งความเร็ว (The King of Speed) ซึ่งเป็นนักปั่นที่ทำคะแนนสะสมได้มากที่สุดใน Tour de France

คะแนนสำหรับเสื้อเขียวนี้จะมาจากการเข้าเส้นชัยเป็นอันดับต้น ๆ และจากจุดสปรินต์กลางทางที่มีเช็คพอยต์ให้นักปั่นสายสปรินเตอร์สามารถสะสมคะแนนได้จนกว่าจะจบแต่ละสเตจ (stage)

เสื้อสีเขียวมักจะถูกตัดสินจากเส้นทางการแข่งขันที่เป็นทางราบ หรือที่เรียกว่า Flat Stage ซึ่งจะมีคะแนนสูงกว่าสเตจภูเขา โดยปกตินักปั่นสายสปรินเตอร์มักจะไม่ได้เน้นคะแนนในสเตจภูเขามากนัก

หากติดตามรายการแข่งขันนี้บ่อย ๆ ชื่อของ Peter Sagan คือหนึ่งในนักปั่นที่เราจะนึกถึงในฐานะเทพแห่งความเร็วอย่างแท้จริง เขาเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลเสื้อเขียวติดต่อกันถึง 7 สมัย และเป็นนักปั่นที่มีความอึดอย่างมาก สามารถเก็บแต้มในสเตจที่ยากลำบากมาได้แล้ว

เสื้อ Jersey Polka Dot – Maillot à Pois Rouges

เสื้อสีขาวลายจุดสีแดง คือสัญลักษณ์ของนักปั่นที่ไต่เขาได้เก่งที่สุด หรือที่เรียกกันว่า King of the Mountains ซึ่งถือเป็นเสื้อที่ได้มายากและต้องใช้ความอึดมหาศาล

เสื้อ Jersey Polka Dot - Maillot à Pois Rouges สำหรับนักปั่นที่มีคะแนนนำใน Mountain Stages
เสื้อ Polka Dot – Maillot à Pois Rouges สำหรับนักปั่นไต่เขา

หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกในสเตจภูเขาเท่านั้นถึงจะได้เสื้อตัวนี้ แต่จริงๆ แล้ว คะแนนจะถูกแจกตามยอดเขาต่างๆ ที่กระจายอยู่ระหว่างเส้นทาง ใครปั่นไปถึงยอดเขาเหล่านั้นเป็นคนแรกๆ ก็จะเก็บแต้มสะสมไปเรื่อยๆ จนจบการแข่งขัน

ความยากของภูเขาไม่ได้มีแค่ 4 ระดับ แต่มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยแบ่งตามความชันและความยาวของเส้นทาง ดังนี้:

  • Category 4: เนินเขาเตี้ยๆ (ง่ายที่สุด คะแนนน้อยที่สุด)
  • Category 3: เนินที่มีความชันมากขึ้น
  • Category 2: เริ่มเป็นภูเขาสูง ต้องใช้ทักษะการไต่เขาของจริง
  • Category 1: ภูเขาสูงชันและยาวมาก (ยากมาก คะแนนสูง)
  • Hors Catégorie (HC): ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าเกินกว่าจะจัดระดับได้ คือสุดยอดภูเขาที่สูงชันและอันตรายที่สุด จุดนี้จะให้คะแนนสะสมสูงที่สุดในรายการ

แม้การจัดอันดับเจ้าแห่งภูเขาจะเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 1933 แต่สมัยนั้นผู้ชนะยังไม่มีเสื้อพิเศษให้ใส่ จนในปี 1975 ผู้จัดงานจึงได้เปิดตัวเสื้อลายจุด (Polka Dot) นี้ขึ้นมา เพื่อให้แฟนๆ แยกแยะนักปั่นสายไต่เขาออกจากกลุ่มได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

เกร็ดน่ารู้: ในปี 2020 และ 2021 โลกจักรยานต้องตะลึง เมื่อนักปั่นดาวรุ่งอย่าง Tadej Pogačar กวาดทั้ง เสื้อเหลือง (แชมป์เวลารวม) และ เสื้อลายจุด (เจ้าแห่งภูเขา) ไปครองพร้อมกันแบบเหนือความคาดหมาย

ปกติแล้วคนที่จะได้เสื้อลายจุดต้องขยันหนีกลุ่ม (Breakaway) ไปเก็บแต้มสะสมตามยอดเขาเล็ก ๆ แต่ Pogačar เลือกโชว์ความเหนือด้วยการระเบิดพลัง Attack ใส่กลุ่มตัวเต็งในสเตจภูเขาระดับมหาโหดอย่าง HC (Hors Catégorie) แล้วเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ซึ่งจุดเหล่านี้ให้คะแนนสูงลิ่ว แถมบางสเตจมีคะแนนคูณสอง! จนเขาปาดหน้าคว้าเสื้อลายจุดไปครองแบบที่สายไต่เขาคนอื่นต้องยอมสยบ

ความโหดนี้ไม่ได้จบแค่ที่ Pogačar เพราะในปี 2022 คู่ปรับคนสำคัญอย่าง Jonas Vingegaard ก็ทำได้เหมือนกัน ในปีนั้นคว้าทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อลายจุดมาครองในการแข่งปีเดียวกัน ถือเป็นการตอกย้ำว่าในยุคนี้แชมป์ตัวจริง ต้องไม่ใช่แค่ปั่นอึด แต่ต้องเป็นพญานกอินทรีที่ครองความเร็วได้แม้บนยอดเขาที่สูงที่สุด เป็นการขับเคี่ยวกันที่ขาแรงสุด ๆ ทำเอาแฟนจักรยานลุ้นกันจนนั่งไม่ติดเลยทีเดียว

เสื้อ Jersey สีขาว สำหรับนักปั่นดาวรุ่ง – Maillot Blanc

นอกจากเสื้อเหลืองที่เป็นเกียรติยศสูงสุดแล้ว ยังมีเสื้ออีกตัวหนึ่งที่เปรียบเสมือนรางวัลสำหรับ “ว่าที่ซูเปอร์สตาร์” ในอนาคต นั่นคือเสื้อขาว (Maillot Blanc) หรือรางวัลสำหรับนักปั่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมนั่นเอง

เสื้อ Jersey สีขาว สำหรับนักปั่นดาวรุ่ง - Maillot Blanc
Jersey สีขาว สำหรับนักปั่นดาวรุ่ง อายุไม่เกิน 25 ปี

วิธีการคำนวณและตัดสินผู้ชนะเสื้อขาวนั้นมีความเข้มข้นไม่แพ้เสื้อเหลืองแม้แต่นิดเดียว เพราะใช้เกณฑ์เวลารวมที่น้อยที่สุด (Cumulative Time) ตลอดการแข่งขันทุกสเตจเป็นตัวตัดสิน ใครที่ทำเวลาสะสมได้เร็วที่สุดจะเป็นผู้ได้ครองเสื้อตัวนี้ไป แต่หัวใจสำคัญที่เป็นตัวคัดกรองความพิเศษคือ “เกณฑ์อายุ” ซึ่งจำกัดเฉพาะนักปั่นที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี (นับตามปีเกิดที่จะต้องไม่ครบ 26 ปีในปีที่การแข่งขันนั้นจัดขึ้น) เพื่อเฟ้นหาเพชรเม็ดงามที่พร้อมจะขึ้นมาเขย่าบัลลังก์รุ่นพี่ในอนาคต

เสื้อขาวเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1975 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสีสันและเติมเต็มแรงบันดาลใจให้กับนักปั่นรุ่นใหม่ให้กล้าที่จะก้าวขึ้นมาท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง อย่างไรก็ตาม

เพิ่มเติม: ตามกฎกติกาการสวมใส่เสื้อผู้นำ นักปั่นจะต้องเลือกสวมใส่เสื้อที่มีศักดิ์สูงสุดก่อนเสมอ ซึ่งนั่นก็คือเสื้อเหลือง ส่งผลให้สิทธิ์ในการสวมใส่เสื้อขาวในวันถัดไปจะถูกส่งต่อให้แก่นักปั่นดาวรุ่งที่ทำเวลาเป็นอันดับ 2 ได้สวมใส่ลงสนามแทนในลักษณะของ “ผู้ยืมใส่” (On loan)

ในอดีตเคยมีเสื้อรางวัลอื่น ๆ ที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เช่น:

  • เสื้อลาย Patchwork (เอาลายเสื้อหลาย ๆ ตัวมาต่อกัน) เสื้อในตำนานที่รวมเอาดีไซน์ของทุกเสื้อมาไว้ในตัวเดียว มอบให้คนที่เก่งรอบด้านที่สุด (เลิกใช้ปี 1989)
  • เสื้อแดง (Intermediate Sprints) เคยใช้ในช่วงปี 1984–1989 เคยเป็นรางวัลแยกสำหรับจอมสปรินต์กลางทาง ก่อนจะถูกยุบรวมเข้ากับเสื้อเขียวในปัจจุบัน

นอกจากเรื่องเสื้อที่เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดสุดแล้วว่าใครเด่นเรื่องไหน ใน Tour de France ยังมีรางวัลพิเศษอีกนะ เรารวมมาให้แล้ว

  • รางวัลประเภททีม (Team Classification): วัดจากเวลารวมของนักปั่น 3 คนที่เร็วที่สุดในทีม ของแต่ละสเตจ สังเกตง่าย ๆ จากหมวกกันน็อกสีเหลือง และป้ายเลขพื้นหลังสีเหลือง ใครใส่กลุ่มนี้คือทีมที่เวลารวมดีที่สุด
  • รางวัลนักปั่นจอมบู๊ (Combativity Award): มอบให้นักแข่งที่ใจสู้และขยันเปิด Attack ในแต่ละวัน มีสัญลักษณ์เป็นป้ายเลขสีแดงติดในวันถัดไป ตอนจบทัวร์จะมีรางวัลใหญ่ Super Combativity ให้อีก
  • Lanterne Rouge: มีเพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจกับนักแข่งอันดับสุดท้าย จะเป็นรูปตะเกียงแดง เป็นชื่อเรียกเชิงสัญลักษณ์ที่พิสูจน์ว่านักปั่นสามารถจบทัวร์ แม้อันดับสุดท้ายแต่ทำจนจบก็ถือว่าสุดยอด

มูลค่ารางวัลสำหรับชัยชนะใน Tour de France

แม้ Tour de France จะเป็นรายการใหญ่ระดับโลก แต่ถ้าเทียบกับกีฬาเทนนิสหรือกอล์ฟ เงินรางวัลอาจดูไม่หวือหวานัก นั่นเพราะนักปั่นอาชีพเหล่านี้มีเงินเดือนจากสังกัดทีมระดับโลก (มักจะสูงถึงหลักแสนหรือล้านยูโร) คอยซัพพอร์ตอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น มูลค่าของรางวัลในแต่ละประเภทก็ยังน่าสนใจมาก โดยแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้:

รางวัลชนะเลิศในแต่ละแบบ

  • ยอดรวมเงินรางวัล (Total Purse): ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 94,100,000 บาท (€2,577,731)
  • แชมป์เวลารวม (เสื้อเหลือง): รับเงินรางวัลสูงสุด 18,250,000 บาท (€500,000)
  • อันดับ 2 และ 3: รับประมาณ 7,300,000 บาท และ 3,650,000 บาท ตามลำดับ
  • ผู้ชนะรายสเตจ (Stage Win): รับไปสเตจละ 401,500 บาท (€11,000)
  • เจ้าแห่งความเร็ว (เสื้อเขียว) และเจ้าภูเขา (เสื้อลายจุด): รับคนละ 912,500 บาท (€25,000)
  • นักปั่นดาวรุ่ง (เสื้อขาว): รับ 730,000 บาท (€20,000)
  • ทีมยอดเยี่ยม (Team Classification): รับโบนัสทีม 1,825,000 บาท (€50,000)

รางวัลพิเศษ

  • รางวัลนักปั่นจอมบู๊ (Combativity Award): สำหรับคนที่ขยัน Attack ที่สุด
    • รายวัน: รับ 73,000 บาท (€2,000)
    • รางวัลใหญ่ (Super Combativity) ได้ตอนจบทัวร์: รับ 730,000 บาท (€20,000)
  • รางวัลบนยอดเขาระดับตำนาน (Memorial Prizes): ใครปั่นถึงยอดเขาที่กำหนดเป็นคนแรก (เช่น Col du Galibier หรือ Tourmalet) รับโบนัสพิเศษจุดละ 182,500 บาท (€5,000)
  • รางวัลสำหรับผู้ที่ใส่เสื้อผู้นำลงแข่งในแต่ละวันจะได้โบนัสด้วย
    • เสื้อเหลือง: วันละ 18,250 บาท (€500)
    • เสื้อสีอื่น ๆ: วันละ 10,950 บาท (€300)

*หมายเหตุ: มูลค่าที่ปรากฎสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ธรรมเนียมการแบ่งเค้ก

แม้ตัวเลขเงินรางวัลของแชมป์จะดูมหาศาล แต่ในโลกของจักรยานทางไกล ชัยชนะไม่ได้เกิดจากนักปั่นเพียงคนเดียว แต่เกิดจากกลุ่มตัวช่วย (Domestiques) ที่คอยปั่นบังลมและส่งเสบียง รวมถึงทีมสตาฟฟ์และผู้วางกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลัง

ด้วยเหตุนี้ เงินรางวัลทั้งหมด (รวมถึงรางวัลจอมบู๊) จึงถูกนำเข้ากองกลาง เพื่อหักภาษีและส่วนต่าง ก่อนจะนำมาจัดสรรแบ่งปันให้กับเพื่อนร่วมทีมและสตาฟฟ์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จนบางครั้งแชมป์ตัวจริงอาจเหลือเงินรางวัลเข้ากระเป๋าตัวเองเพียง 5-10% เท่านั้น แต่ถ้ามองในมุมยาว สิ่งที่แชมป์จะได้รับกลับมาอย่างมหาศาลและคุ้มค่ากว่าตัวเงิน คือ ชื่อเสียงและมูลค่าสัญญาจ้างในอนาคตที่จะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจากการเป็นผู้พิชิตตูร์ เดอ ฟรองซ์ นั่นเอง

Final Thoughts

ถ้าใครอ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้ายนี้ ต้องขอปรบมือให้ดังๆ เลยค่ะ! เก่งมากจริงๆ ประวัติที่ยาวนานของ Tour de France สำหรับทุกคนอ่านสนุกมั้ยเอ่ย?

สำหรับอิง สิ่งที่ทำให้หลงรักเสน่ห์ของ TDF มากที่สุด คือ ธรรมเนียมการแบ่งเค้ก ของรายการนี้ค่ะ อิงรู้สึกว่ามันแฟร์ คนชนะก็ได้โอกาสอัพค่าตัวและสร้างโปรไฟล์ในอนาคต ส่วนทีมก็ได้งบไปอัพเกรดเพื่อก้าวสู่ปีต่อๆ ไปได้อย่างแข็งแกร่งขึ้นสิ่งที่ได้กลั่นกรองหลังจากศึกษาเรื่องนี้จบ คือ เราจะชนะได้ยากมากถ้าสู้เพียงลำพัง การมีดรีมทีมที่ดีและมีแบบแผนที่ชัดเจน คือบทพิสูจน์แล้วว่าทุกเป้าหมายที่ดูเป็นไปไม่ได้ สามารถเกิดขึ้นได้จริง วันนี้อิงขอลาไปก่อนนะคะ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้าค่ะ

Tags:

About Sasithon Phusak

Owner of ingteresthings.com เป็นทั้งนักเขียนและ SEO Specialist ชอบจักรยาน ชอบเขียนรีวิว มีประสบการณ์เกี่ยวกับสายงาน Search Engine Optimization มาตั้งแต่ปี 2021 - ปัจจุบัน เวลาว่าง ๆ ก็อ่านข่าว ไม่ก็ไปปั่นจักรยาน ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *